สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ ห้องบลูที่รักทุกท่าน  ทริปวังเวียงนี้ 4 วัน 3 คืน สองสาวนัดเจอกันที่ บขส.เก่า จังหวัดอุดรธานีค่ะ ย้ำนะคะ บขส.เก่า อยู่ในเมืองใกล้ห้างเซ็นทรัลอุดรธานีค่ะ แถมให้สำหรับเพื่อน ๆ ที่นั่งเครื่องบินมาถึงสนามบินอุดร เมื่อท่านรับกระเป๋าเสร็จเดินออกมาท่านจะชนเคาเตอร์ริมสุดทางขวามือขายตั๋วรถตู้ทันทีเลย ค่ารถตู้ 80 บาท บอกคนขับว่าไป บขส.เก่าค่ะ



รถออกวันละรอบเท่านั้น พลาดไม่ได้นะคะ แต่ถ้าพลาดก็ไม่เป็นไร เราก็นั่งรถจากอุดรไปลงตลาดเช้าเวียงจันทน์นั่งรถสามล้อจัมโบ้จากตลาดเช้าไปคิวรถภาคเหนือแห่งใหม่ของเวียงจันทน์ แล้วค่อยนั่งรถจากออกเวียงจันทน์ไปวังเวียงอีกที รึจะแวะเที่ยวหนองคายด้วยก็เก๋ดี แต่จะเหนื่อยและเสียเวล่ำเวลาเปล่า ๆ ทำไม ทางเลือกนี้ดีที่สุดแล้ว รถออก08.30 น. ตรงเวลาค่ะ ใช้พาสปอร์ตตอนซื้อตั๋วด้วย ราคา 320 บาท ตามป้าย แต่ถ้าวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดลาว จะเพิ่มค่าทำงานล่วงเวลาของเจ้าหน้าที่ฝั่งลาวอีก 5 บาท เป็น 325 บาท ค่ะ

 
 


รถบัสจะใช้รถของไทยและของลาวสลับคนละวันกัน ดูป้ายทะเบียนดูพวงมาลัยดูประตูจะรู้ทันทีว่าโชเฟอร์ของเราสัญชาติไหน สำหรับสองสาวเจอรถคันนี้ค่ะ อ้ายคนขับมีการแวะจอดซื้อข้าวเหนียวไก่ย่างวิเชียรบุรีข้างทางแถวอุดรด้วยแฮะ แสดงว่าอาหารบ้านเราราคาถูกและอร่อยกว่าบ้านเขาสินะ

อ้ายพารถแวะเข้ารับผู้โดยสารที่ บขส.หนองคาย ด้วย แล้วก็แจกใบ ต.ม.ไทย ให้ทุกคนเขียนบนรถ ไม่ต้องกลัวตกรถนะคะ อ้ายคนขับจะเช็คจำนวนคนก่อนออกรถแน่นอนค่ะ แต่ห้ามไปแวะดิวตี้ฟรีแวะคาสิโนแถวด่านก็แล้วกัน อ้อ เข้าห้องน้ำซะให้เรียบร้อยตรงด่านหนองคายนี้เลยนะคะ สะอาดใช้ได้ค่ะ อ้าว มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจากตรงนี้ด้วยแฮะ นึกว่ารถจะโล่งแล้วเชียว เราออกจากไทยง่าย ๆ สบายใจเฉิบ พอถึงด่านลาว ภารกิจแรกที่ทุกคนต้องทำคือไปรับใบ ต.ม.ลาว จากเจ้าหน้าที่มาเขียนค่ะ

จากนั้นเอาพาสปอร์ตไปจ่ายเงินค่าเหยียบแผ่นดินลาว วันนั้นวันเสาร์ เราเสียไป 47 บาท ได้การ์ดพลาสติกแข็งมาใบนึง เอาไว้หยอดให้ประตูเปิดเหมือนรถไฟฟ้า BTS บ้านเรา ศัพท์เทคนิคที่อ้ายพาเรียกคือ ไปซื้อบัตรเติมเงินเข้าลาวค่ะ

สิ่งต่อมาก็คือไปแลกเงินค่ะ วันนั้นเราได้เรท 246 มีข้อสังเกตว่าคนลาวพอนับแบงค์ครบ 9 ใบแล้ว จะเอาใบที่ 10 หนีบตรงด้านกว้างของแบงค์ แปลกดี ก็บ้านเราหนีบตรงด้านยาวของแบงค์นี่นา

แล้วก็ผ่านด่าน ต.ม.ลาว ตรงนี้เพื่อนสาวมีลุ้นระทึกถึงกับต้องอธิบายโต้ตอบกับ ต.ม.ลาวกันเลยเชียว คือเธอเข้าลาวก่อนพาสปอร์ตหมดอายุแค่ 1 วัน คือ พาสปอร์ตหมด 23 May 2015 แต่เราไป 22 Nov 2014 ซึ่งพาสปอร์ตต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับจากวันที่ไปถึง ฮ่าฮ่าฮ่า เฉียดฉิวไปวันนึง

พอหายเครียดก็ไปหยอดบัตรเติมเงินผ่านประตูแล้วก็มองหารถค่ะ ปรากฏว่ารถจอดรับคนจากตรงนี้อีกด้วยอะ สรุปรถเต็มค่ะ รถก็พาเราตกหลุมตกบ่อฝ่าดงฝุ่นผ่านหลายร้อยโค้งมาแวะพักกลางทางให้ทานอาหาร เข้าห้องน้ำ แล้วรถก็ไปจอดหมดระยะที่ Malany Villa เมืองวังเวียง

 
เราใช้แอพ OsmAnd Maps&Navigation วอล์คอินไปที่จำปาลาววิลล่าแต่เต็มค่ะ เลยมาฝั่งตรงข้ามเจ้าของเดียวกันคือจำปาลาวบังกาโล ... ว้าววววว นี่เลย The lost paradise หลังคาสังกะสีขึ้นสนิมแดง ๆ ปลายสะพานนั่นแหล่ะบ้านเรา 120,000 กีบ

เราต้องเดินข้ามสะพานโยกเยกนี้ไป บันไดเป็นแผ่นไม้กระดานที่แคบกว่าเท้าเรา และชันพอสมควร ห้ามเมานะจ๊ะเพื่อน

นี่ไงบ้านน้อยของเรา ไม่รักธรรมชาติจริงอยู่ไม่ได้นะคะ พื้นและฝาเป็นไม้ไผ่สานขัดแตะ มีรูมีช่องเล็ก ๆ อยู่เยอะแยะมีพัดลม 2 ตัว เตียงเดี่ยว 1 เตียง เตียงคู่ 1 เตียง นอนได้ 3 คน มีมุ้งให้แต่ละเตียง ห้องน้ำมีน้ำอุ่น พื้นเป็นไม้ผุ ๆ มีตุ๊กแกโผล่มาทักทายอยู่ครั้งนึง แต่ด้วยความสวยของเราตุ๊กแกจึงจากย้ายไปที่อื่น 55555

หัวและท้ายสะพานมีไฟสว่างตลอดคืนค่ะ ไม่ต้องกลัว

ระเบียงหน้าบ้านมีเปลยวนและเสื่อปูพร้อมเก้าอี้นั่ง

เหลือหลังสุดท้ายพอดี มาช้ากว่านี้อีกนิดเดียวอดอยู่บ้านนี้แน่นอน ทั้งบ้านใหญ่ข้างบนฝั่งล็อบบี้และบ้านกระต๊อบฝั่งนี้ มีแต่เราสองสาวที่เป็นคนไทย นอกนั้นฝรั่งกับญี่ปุ่นค่ะ

ตรงนี้หน้าบ้านเรา ระดับน้ำแค่อกลงเล่นได้เลยนะเนี่ย มีคนมาหาปลาอยู่ตลอด แล้วเค้าก็จับปลาได้ด้วยนะตัวเท่าสามนิ้วนี่แหล่ะ

รอบบ้านเราสงบเงียบดีจัง หลังบ้านเป็นสวนผัก เช้าเย็นจะมียาย ป้า และหลานมารดน้ำผักทุกวัน

ด้านซ้ายมือของบ้านเป็นช่วงโค้งน้ำตรงนี้น้ำแค่ตาตุ่ม นอนเล่นน้ำสบายเลย พื้นล่างเป็นหิน ทำให้ตอนกลางคืนเราจะได้ยินเสียงคล้ายน้ำตกกล่อมให้เข้านอนค่ะ
 
ปลาบปลื้มกับกระต๊อบน้อยบ้านของเราเสร็จแล้วก็ออกเดินสำรวจเมืองวังเวียงกันค่ะ

มองข้ามฝั่งไป น่านั่งเล่นจังเลย

ช่วงนี้นักท่องเที่ยวถือว่าน้อยระดับน้ำและอากาศกำลังดี แช่น้ำครึ่งวันไม่หนาว

กิจกรรมสำหรับคนกลัวน้ำคือนั่งเรือเที่ยว

พระอาทิตย์ตกที่ปลายสะพาน

สะพานนี้ข้ามฟรีค่ะ

ชมแสงสุดท้ายของวันเสร็จแล้ว เราไปทานดินเนอร์กันที่ริเวอร์วิวบังกาโล นั่งดูเรือหางยาว เรือคายัค ดูคนล่องห่วงยางเพลินเลย วิวร้านนี้เลิศสุด ๆ ส้มตำอร่อยถูกใจมาก แต่ค่าอาหารก็แพงจนเข็ด อาหาร 3 อย่าง ข้าว 2 จาน น้ำขวดเล็ก ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ หมดไปเป็นแสนเชียวล่ะ
 
ตื่นเช้ามาจิบกาแฟฟรีจากล็อบบี้พลางนั่งมองวิวบ้านตัวเองพลาง มันช่างมีความสุขเหลือเกิน

บ้านเรา มุมนี้มองยังไงก็ไม่เบื่อ ถ่ายรูปซ้ำ ๆ กันอยู่ได้แดดเริ่มแรงแล้ว ออกจากบ้านไปเดินเล่นกันเถอะ

แซนวิชทูน่า อาหารเช้าของเรา 10,000 กีบ อันใหญ่จนต้องบอกคนขายว่าแบ่งครึ่งทานที่ร้านครึ่งนึงห่อใส่ถุงครึ่งนึง

เมนูแซนวิชและน้ำปั่นโรตี เยอะซะจนอ่านไม่ไหว

วิวริมน้ำซองมองจากฝั่งเมือง

มองเรือเพลิน ๆ 

สะพานนี้กว้างแค่พอให้รถมอเตอร์ไซสวนทางกันได้

เดินข้ามสะพานมาที่บาร์ริมน้ำ เปิดเฉพาะตอนเย็น ๆ ค่ำ ๆ

เมื่อคืนฝรั่งนุ่งบิกินี่นั่งจิบเบยลาวกันกลางน้ำ

น้ำใสกิ๊งสะท้อนแสงตะวันระยิบระยับ

มีคุณยายท่าทางเป็นชาวเขาเดินผ่านมา ท่านตัวเตี้ยมาก ๆ เลย สูงซัก 130 ซ.ม. มั้ง

ช่วงสาย ๆ ยังไม่มีใครมานั่งเรือเล่น

สีสันสดใสมีเสื้อชูชีพให้ทุกที่นั่ง

เอกลักษณ์อยู่คู่แม่น้ำซองและเมืองวังเวียง

เดินตามทางนี้ไปเรื่อย ๆ หน้าน้ำมาคงจะเดินไม่ได้แน่ ๆ

เดินเรื่อยมาที่บูติคน่ารัก บรรยากาศแบบไท้ไทย

เสียดายมาไม่ทันดูเค้าเกี่ยวข้าว

ดูเค้าสีข้าวออกจากรวงก็ยังดี

เดินต่อมาที่สะพานลูกระเบิด

ชมวิวสวยจากบนสะพาน

สะพานนี้รถที่ข้ามมาจากฝั่งเมืองต้องเสียตังค์นะคะ รถยนต์ผ่านได้

น้องเณรน้อยปั่นรถถีบ

วิวสวยใช้ได้

สะพานนี้แหละที่จะไปบลูลากูนและถ้ำปูคำ

เดินข้ามกลับมาฝั่งเมือง เข้าไปขอชมวิวที่โรงแรมใหญ่

แถบนี้ที่พักราคาแพง

ผ่านโรงหมอวังเวียงแล้วแวะซื้ออาหารมื้อเที่ยงกลับไปทานที่ระเบียงริมน้ำที่บ้านเราค่ะ
 
ช่วงบ่ายวันนี้เราจะไป Tubing หรือล่องห่วงยางกันค่ะ ภาพจากนี้ไปเป็นวิวบริเวณบาร์ที่เป็นจุดสิ้นสุดการล่องห่วงยางนะคะ

เราลืมเอากระเป๋ากันน้ำไปด้วย เลยไปกันแต่ตัวแบบไม่มีกล้อง เรียกได้ว่ามีแต่เสื้อผ้ารองเท้าติดตัวแค่นั้นจริง ๆ อ้อ ไปพร้อมเงิน คนละ 115,000 กีบ หรือเท่ากับ 15 $ ถ้าจะจ่ายเงินไทย คิดเป็น 500 บาท ตอนเอาห่วงยางมาคืนจะได้เงินมัดจำคืน 60,000 กีบ ราคานี้ไม่ต้องกลัวโดนฟันค่ะ เป็นสัมปทาน ทั้งเมืองมีอยู่ 2 เจ้า เปิดสลับกันเจ้าละ 1 สัปดาห์

ถึงสองสาวจะว่ายน้ำเป็นแต่อยู่ต่างบ้านต่างเมืองแบบไม่ได้ขออนุญาตออกไปต่างประเทศอย่างถูกต้องซะด้วย งานนี้เลยขอใส่เสื้อชูชีพ ปลอดภัยไว้ก่อนค่ะ ไม่คิดตังค์เพิ่ม

จ่ายเงินแล้วเรารอให้คนเต็ม แล้วรถกระป๊อก็พาเราออกนอกเมืองไปที่จุดเริ่มต้น ปล่อยเราลอยตุ๊บป่องไปเองสองสาวตามลำพัง

ในแม่น้ำซองนี้เราได้เพื่อนใหม่เป็นชายหนุ่มชาวเกาหลีและแคนาดา เค้าสองคนเจอกันบนรถที่มาวังเวียง 

เพื่อนฝรั่งบอก Tubing เป็น Lazy Activity เพิ่งจะรู้ว่าวังเวียงมีฝรั่งและเกาหลีมากพอ ๆ กันเลย

ระหว่างทาง ประมาณ 7 กิโลเมตร น้ำตื้นมั่งลึกมั่ง เชี่ยวมั่งเอื่อยมั่ง ส่วนตัวเราจะเลือกห่วงยางเล็ก ๆ ให้พอดีแขนเราโอบกอดมิด ควบคุมทิศทางเองได้

น้ำใสกิ๊งเย็นเจี๊ยบเลย

ระหว่างทางจะมีกลุ่มหนุ่มน้อยหลายคนคอยเชียร์แขก ตะโกนเรียกให้แวะบาร์ เค้าจะโยนขวดน้ำอัดลมผูกเชือกมาให้เราจับลากเราขึ้นฝั่งค่ะ

ทั้ง 2 ฝั่ง มีบาร์เยอะแยะ แทบจะทุก ๆ 100 เมตร กันเลยเชียว บางบาร์นี่เสียงดังมาก ปล่อยน้ำฝักบัวให้เหมือนฝนตก แดนซ์กันมันส์หยดกลางวันแสก ๆ เมาได้ร่าเริงครึ้นเครงกันมาก สงสัยจะมีของดีที่เด็ดกว่าเหล้าเบียร์อยู่บนนั้นนะ

เวลาดีของ Tubing คือช่วงบ่ายอย่าให้เย็นนะคะ ต้องทนแดดนิดนึง เพราะยังไม่มีเรือหางยาวติดเครื่องยนต์ออกวิ่งให้หวาดเสียวค่ะ

ระหว่างเราลอยตามน้ำไป มีแก๊งทัวร์ทั้งฝรั่งและเกาหลีพายคายัคแซงเราไปเป็นระยะ ๆ ในน้ำนี้ทุกคนเป็นเพื่อนกันหมด ไม่เหงาแน่ ไม่อันตรายแน่ แถมยังโดนแกล้งวิดน้ำใส่ ตะโกนทักทายกันสารพัดภาษา หยอกล้อกันอีกต่างหาก สนุกดีค่ะ

ไม่ต้องกลัวลอยออกนอกเมืองไปหรอกนะคะ พอถึงบาร์แห่งนี้ที่เป็นจุด End Tubing จะมีเจ้าหน้าที่ตะโกนใส่โทรโข่งเรียกเรากลับขึ้นฝั่งเอง

ด้วยมิตรภาพที่ดีงามกลางลำน้ำซองของสองสาวไทยและหนุ่มเกาหลีหนุ่มแคนาดา ทำให้ค่ำนี้สองหนุ่มจะเป็นเจ้าภาพดินเนอร์เอง อิอิอิ
คืนที่ 3 คืนสุดท้ายแล้ว เราย้ายออกจากกระต๊อบริมน้ำมาที่นี่ค่ะ The other side bungalow คืนละ 60,000 กีบ

เช้านี้เพื่อนเกาหลีแยกจากเราไปทำงานต่อที่เวียงจันทน์ เหลือแต่เพื่อนแคนาดาและสองสาวไทย เราเช่ามอตอร์ไซยี่ห้อไม่เคยได้ยินผลิตจากจีนเกียร์ธรรมดา เช้า-เย็น ราคา 50,000 กีบ ไม่รวมน้ำมัน ใช้พาสปอร์ตค้ำประกัน ขอบอกเลยสภาพถนนแอดเวนเจอร์วิบากสุด ๆ ถ้าท่านขี่มอเตอร์ไซไม่แข็งอย่าได้เช่าเด็ดขาด 

เราเป็นคนขับให้เพื่อนซ้อน โดนหนุ่มลาวมองหน้าครั้งนึง ข้อหาขับชิดซ้าย 55555 ลืมค่ะ มันยังไม่ชินการขับชิดขวานี่นา จากนั้นระวังสุดขีดเลยค่ะ 

ดูจากแผนที่ที่ขอจากร้านเช่า แล้วก็น้องที่ดูแลจำปาลาวแนะนำว่าให้เราใช้เส้นทางชาวบ้านเล็ก ๆ จะผ่านอีกหลายถ้ำก่อนจะถึงเป้าหมายปลายทางที่ถ้ำน้ำ ถนนทางเกวียนโหดมาก แต่ก็สวยมากเช่นกัน ขากลับค่อยใช้ถนนใหญ่

ครึ่งวันเช้าเราใช้เวลากับการคลานชมวิวไปตามทางชาวบ้าน เจอนักท่องเที่ยวฝรั่งอยู่บ้างเหมือนกัน ไปจนถึงถ้ำน้ำ The water cave เราตัวเปียกล่องห่วงยางกันอีกแล้วค่ะ 

เราสามคนนอนบนห่วงยางเข้าถ้ำไปกันเอง ผจญภัยสุด ๆ บรรยากาศเหมือนหนังผีสยองขวัญเลยค่ะ พอไปถึงสุดปลายเชือกแต่ยังไม่ใช่สุดทางของถ้ำ เหมือนจะทวนน้ำไปต่อได้อีก กำลังงงว่าจะไปยังไงต่อดี ไม่ได้ถามหาทางออกซะด้วย 

และแล้วก็ได้ยินเสียงอึกทึกถ้ำแทบถล่ม คณะทัวร์เกาหลีเข้ามาขโยงเบ้อเร่อ พอพวกเค้ามาหยุดใกล้ ๆ เรา ไกด์ก็พูดอย่างดุดันซีเรียสว่าให้ทุกคนดับไฟ เราก็ให้ความร่วมมืออย่างดี เนียนดับไฟตามเค้าไปด้วย ทั้งถ้ำตกอยู่ในความมืดและความเงียบ มีเพียงเสียงน้ำและลมหายใจหอบ

ทันใดนั้นไกด์ก็วิดน้ำสาดแกล้งค่ะ ทุกคนวี้ดว้ายหัวเราะเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน โถ่เอ๊ย นึกว่าจะมีเซอร์ไพรซ์ฉายหนังดีหนังเด็ด โดนไกด์หลอกซะแล้วเรา

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องล่องห่วงยางไต่ตามเชือกเข้าไปในถ้ำลึกมาก มืดสนิท แต่ดีที่เพดานถ้ำสูง มีอากาศหายใจสบาย ๆ ไม่อึดอัด ขาเข้าเราทวนน้ำ จึงสบายใจได้ว่าหากเราคว้าเชือกไม่ทันเราจะไหลตามน้ำออกจากถ้ำได้แน่นอน 

ถ้ำน้ำมีทางเข้าออกทางเดียว มีเชือกเส้นเดียวทุกคนต้องสวนทางกันใช้เชือกร่วมกันหลบหลีกกันเอง จุดสิ้นสุดของเชือกยังไม่ใช่สุดทางของถ้า แสดงว่าถ้ำนี้ต้องลึกมากแน่ ๆ 

ปากถ้ำมีร้านอาหารที่ทัวร์มาลงมากมาย เสียงดังเจี๊ยวจ๊าว ส่วนมากเป็นคนเกาหลี เราต้องเสียค่าเช่าห่วงยาง 10,000 กีบ เช่าฉายสวมหัว 10,000 กีบ ค่าข้ามสะพาน 10,000 กีบ ไม่ต้องกลัวไหลตามน้ำไปไหนไกลด้วยค่ะ เพราะมีฝายทดน้ำกั้นเราไว้ที่ปากถ้ำ ไม่อันตรายเลยค่ะ

ลำน้ำซองช่วงหน้าถ้ำช้างสวยงามมาก

บริเวณนี้มี 3 ถ้ำ ที่ไปเที่ยวได้ คือถ้ำน้ำ ถ้ำหอยเราไม่ได้เข้าไป และถ้ำช้างที่เป็นแค่โพรงถ้ำมีพระพุทธรูปในภาพนี้ ที่ชื่อว่าถ้ำช้างก็เพราะในโพรงถ้ำนี้มีหินก้อนหนึ่งบนที่สูงที่แลดูคล้ายช้างตัวเล็ก ๆ ค่ะ

จากปากซอยถ้ำน้ำห่างจากตัวเมืองวังเวียงประมาณ 16 กิโลเมตร วิวข้างทางสวยดีค่ะ
ช่วงบ่ายหลังมื้อเที่ยง เราแว้นซ์ไปต่อที่บลูลากูนและถ้ำปูคำ ซึ่งอยู่ที่เดียวกัน

ถ้าบอกว่าเมืองไทยยังมีถนนลูกรังอยู่ล่ะก็ ที่วังเวียงนี่คงเป็นปู่รังย่ารังกันเลยทีเดียว หินก้อนเบ้อเร่อ ถนนขรุขระมากซะจนไม่รู้จะหลบไปช่องไหน ต้องลุยหินกินฝุ่นกันไปตลอดทาง

และแล้วก็มาถึงจุดที่โหดร้ายที่สุดของเส้นทาง

เลือกเอาว่าจะลุยโคลนลื่น ๆ หรือจะขี่มอเตอร์ไซบนไม้กระดาน 2 แผ่น!!

สะพานเป็นไม้ซักสามสี่แผ่น แต่มันหักมันผุ ไม่เจ๋งจริงอย่าเสี่ยงนะคะ ใช้วิธีจูงมอเตอร์ไซขึ้นสะพานไม้ ปลอดภัยไว้ก่อนค่ะ

ถึงกับต้องจอดรถลงมาพิจารณาถนนหนทางกันเลย

จอดรถถ่ายรูปเล่นกันตะหากล่ะ

วิวข้างทางสวยอีกแล้ว

จ่ายค่าปี้เข้าสถานที่ด้วยนะ

น้ำสีสวยมากจริง ๆ ค่ะ

ตื้นมั่งลึกมั่งน้ำไหลเอื่อย ๆ ไม่เชี่ยวนัก

มีปลาด้วย มีร้านอาหาร มีห้องน้ำบริการฟรี

ต้นไม้ต้นนี้คงเกิดมาเพื่อเป็นเนื้อคู่กับบลูลากูนแน่นอน มีความสูงให้เลือกกระโดด 2 ระดับ มีเชือกผูกไม้ให้โหนลงมา สะพานข้ามน้ำมีหลังคา รถมอเตอร์ไซข้ามได้

ฝรั่งและเกาหลีต่อคิวโดดกันไม่ขาดสาย

ยังมีกิจกรรมแอดเวนเจอร์อีกอย่างนึงที่เราได้แต่มองคือ Cable Rides โรยตัวไปตามสายเคเบิ้ลบนต้นไม้สูง แค่ฟังเสียงเค้ากรี๊ดกันก็พอแล้ว 

ไปไว้พระในถ้ำปูคำค่ะ จากพื้นราบถึงปากถ้ำไม่ไกลเลย แต่ชันสุด ๆ ค่อย ๆ ไต่ตามราวไม้ไผ่ตามก้อนหินไปได้สบาย ๆ

หินย้อยเพดานถ้ำ

ก่อนเข้าถ้ำจะมีชาวบ้านเรียกให้เช่าไฟฉายสวมหัว ถ้าเราไม่ได้เข้าไปในซอกหลืบลึก ๆ ถ้าไปแค่ไหว้พระ ไม่ต้องใช้ไฟฉายก็ได้ค่ะ ถ้านี้ถือว่าใหญ่มาก แต่ไม่มีพื้นราบให้เดินสะดวกหรอก ต้องปีนป่ายก้อนหินกันตลอด 

เข้าไปถึงจะเห็นพระพุทธรูปท่านอนอยู่ข้างล่าง ต้องเดินมืด ๆ ต่ออีกซัก 10 เมตร ถึงจะถึงองค์พระ

ขากลับมีควายเล่นน้ำในบึงหลายตัว

เสียดาย ตอนที่ไปไม่เจอฝูงบอลลูน เจอแค่ลูกเดียวอะ

เย็นมากแล้ว เราไปที่ถ้ำจังต่อ แต่ไม่ได้ขึ้นไปหรอกค่ะ กลัวมืดกลางทาง

เป็นสะพานสีส้มข้ามน้ำซอง

ส่วนตัวเรา ถ้ามีเวลามาก ๆ ในเมืองเล็ก ๆ เราชอบเดินไปเรื่อย ๆ วันนี้ก็เช่นกัน ขี่มอเตอร์ไซไปเรื่อย ๆ เข้าซอยนู้นออกซอยนี้ ไม่สนใจว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน เจตนาหลงทาง แค่ได้มองดูบ้านเมืองความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่น อยากผ่านถนนทุกสายของวังเวียง เมื่ออยากจะกลับที่พักค่อยมองแผนที่ถามทางกลับ จนเพื่อนฝรั่งที่ขี่มอเตอร์ไซตามเราต้อย ๆ แซวว่า เติมน้ำมันซะเต็มถังต้องใช้ให้หมดก่อนส่งรถคืนรึไง

ฟ้าเริ่มมืดแล้ว กลับเข้าเมืองไปไหว้พระกันค่ะ มีท่านยักษ์รักษาเมืองด้วย

วัดนี้สวยดี ช่อฟ้าตรงสันหลังคาโบสถ์ตามสถาปัตยกรรมลาว

ทริปนี้ตั้ง 4 วัน แต่เราเที่ยวแบบชิล ๆ ถือว่าอยู่ใกล้มาง่าย ๆ เลยเที่ยวยังไม่ครบเลยอะ ยังไม่ได้ไปน้ำตกเลย ฝากไว้ก่อนนะวังเวียง ดินเนอร์ของคืนสุดท้ายในวังเวียง สองสาวไทยกับหนึ่งเพื่อนแคนาดาไปกินหมูกระทะกันค่ะ เพื่อนฝรั่งประทับใจมาก เธอบอกเธอมาคนเดียวกินไม่สนุก ถ้าไม่เจอเราสองคนเธอก็คงอดกิน 5555

ไปวังเวียงซื้อของฝากอะไรดีนะ เครื่องประดับเครื่องเงินแพงแตะไม่ได้เลยอะ เข้าร้านสะดวกซื้อละกัน ... ว้าว สมแล้วที่มีคนเกาหลีอยู่ครึ่งเมือง ติ่งตัวแม่อย่างเราอย่าได้รอช้า คว้าเหล้าโซจูมาด้วยราคา 18,000 กีบ หรือ 74 บาท ถูกอะ ที่ด่านขัวมิดตะพาบขวดล่ะ 100 บาท ที่เซ็นทรัลอุดรตั้ง 130 บาทแน่ะ กิมจิถุงละ 10,000 กีบ ธัญพืชชงดื่มเกาหลีซองละ 6,000 กีบ ทุ่งอย่างที่ว่านี้อิมพอร์ตมา ... งานนี้เบยลาวหลบไปเลยนะจ๊ะ 

เช้าวันสุดท้าย ของทริป เรานั่งรถกลับบ้าน วังเวียง-อุดรธานี เจอรถคันเดิมพอดี ค่ารถ 110,000 กีบ รถออกจาก 08.30 น. เพื่อนสาวผ่านด่าน ต.ม.ลาว แล้วแวบเข้าร้านแถวนั้น ได้กาแฟดาวกลับไป 3 ห่อ รุ่งเช้านางโทรมาโวยวาย โอ๊ย ซื้อโลตัสบิ๊กซีบ้านเราถูกกว่าอีก ไม่น่าหิ้วมาให้เมื่อยตุ้มเลย ... บอกแล้วไม่เชื่อติ่งเอง ... เอิ้นด๋าวกะได้ ...

สุดท้าย ขอขอบคุณเพื่อนสาวที่ยอมร่วมทริปอันลำบากลำบนแอดเวนเจอร์สุด ๆ ไปกับเรา ... และขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาชมรีวิวนี้ค่ะ ... สะบายดี ...
 
 
 
 
 
 
 
ขอขอบคุณบทความดีๆ และรูปภาพงามๆจากคุณ season_2u

สาวสวยน่ารัก สปป.ลาว

มาสด้าปากเซ
รับทำแฟนเพจลาว
ทัวร์ลาว นำเที่ยวลาว รถตู้ไปลาว

Go to top